วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

เทคโนโลยี กับ ความสุข

       "ขณะนี้คุณมียอดเงินคงเหลือ แปดบาท สามสิบสี่สตางค์ ..... ยอดเงินของคุณสามารถใช้ได้ถึงวันที่ สิบสี่ กุมภาพันธ์ สองพันห้าร้อยสามสิบแปด....
        "กรุณาอย่าลืมเติม 'ความสุข' ของคุณให้เต็มอยู่เสมอนะคะ...."
     
        นิตยสารเทคโนโลยี รีวิว (Technology Review) ของทางสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสท หรือ เอ็มไอที ฉบับเดือน มกราคม 2548 ตีพิมพ์รายงานชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กับ ความสุขของมนุษยชาติ ไว้อย่างน่าสนใจ*
     
        James Surowiecki ผู้เขียนรายงานเรื่อง เทคโนโลยีกับความสุข ระบุว่า การถกเถียงทางสังคม และ ระหว่างนักปรัชญา ในประเด็นนี้นั้น มีมายาวนานตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการตีความ 'ความสุข' ของนักสังคมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดจนถึงปัจจุบัน โดยมีก็เพียงการโยงเอา 'ความสุข' ให้ไปเกี่ยวพันกับ ความมั่งคั่งทางวัตถุ (Material Prosperity) และ ความอยู่ดีกินดี (Well-Being) เท่านั้น
     
        งานวิจัยและผลงานทางวิชาการที่ถือได้ว่า เป็นงานชิ้นสำคัญทางด้านการวิเคราะห์ถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง ความมั่งคั่งทางวัตถุ กับ ความอยู่ดีกินดี นั้นก็คือบทความชื่อ "การเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยเสริมชะตากรรมของมนุษยชาติจริงหรือ? (Does Economic Growth Improve the Human Lot)" ที่เขียนโดย นักเศรษฐศาสตร์นาม Richard Easterlin ในปี พ.ศ.2517
     
        โดย Easterlin สรุปว่า จากการศึกษาเขาพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว 'ระดับของรายได้' กับ 'ความสุขของประชากร' นั้นไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน และถึงแม้ 'ความยากจน' จะมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับ 'ความทุกข์ยาก' แต่ประเทศที่มีฐานของชนชั้นกลางที่เข้มแข็ง การที่ประเทศ-ประชากร ร่ำรวยขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนต้องมีความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
     
        ทั้งนี้ในตอนแรกที่ตีพิมพ์ผลงานชิ้นดังกล่าว ไม่ได้รับความสนใจมากนัก อย่างไรก็ตามก็ถือได้ว่า งานชิ้นดังกล่าวนั้นโจมตีไปที่ สมมติฐานพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่พยายามโยงใย ความร่ำรวยเข้ากับความกินดีอยู่ดี
     
        นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มีความเชื่อมั่นมาตลอดว่า มนุษย์มีเหตุมีผลต่อการตัดสินใจของตัวเองอยู่เสมอ (Rational) ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อไรที่มีทางเลือก มนุษย์จะเข้าใจ จะเลือก และจะลงมือกระทำการใดก็ตามที่ส่งผลดีที่สุดต่อตนเอง และด้วยสมมติฐานข้อดังกล่าวนี้เอง ก็สนับสนุนความเห็นที่ว่า ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ดี เพราะ ความร่ำรวย เพิ่มทางเลือก และ อิสระในการเลือกให้กับมนุษย์มากขึ้น
     
        ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจกล่าวได้ถึงแนวคิดของ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่ว่าเมื่อ คนร่ำรวยขึ้น เขาก็ย่อมมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย
     
        ในเวลาต่อมาได้ก็มีนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ที่หันมาตั้งคำถามกับแนวคิดดังกล่าวเช่นเดียวกันกับ Easterlin อย่างเช่น Alan Krueger นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่กล่าวว่า
     
        "ความอยู่ดีกินดี นั้นถือเป็นแกนหลักของแนวคิดวิชาเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตามเราไม่เคยที่จะพยายามค้นหาทางที่จะวัดมัน เราเพียงใช้แต่ตัวแทน (Proxy) ในการวัด แล้วก็สรุปเอาว่า 'หากเรารวยขึ้น เราจะมีทางเลือกมากขึ้น แล้วชีวิตเราก็จะดีขึ้น' แต่เราไม่เคยพยายามที่จะพิสูจน์ว่าข้อสรุปนี้ถูกต้องหรือไม่!"
เทคโนโลยี กับ ความสุข
        ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์ พยายามศึกษา-ตีความ พฤติกรรมของมนุษย์ โดย เริ่มมีการสรุปแล้วว่า จริงๆ แล้วมนุษย์นั้นไม่ได้มีเหตุผลในตัวเองอย่างสมบูรณ์ (Perfect rationality) โดย นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ระบุว่า หลายครั้งมนุษย์ที่มีทางเลือกก็ตัดสินใจ 'ผิด' โดยแทนที่การตัดสินใจนั้นจะเพิ่มความสุข กลับเพิ่มความทุกข์ให้แทน เนื่องจาก ความพึงพอใจของคนนั้นมีแปรผันไปตาม กาลเวลา และโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักกับการคาดเดาถึงความปรารถนาของตนเองในอนาคต
      
        ตัวอย่างง่ายๆ จากข้อสรุปของ Daniel Kahneman ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2545 ที่ระบุว่า เมื่อเขาถามนักศึกษาของเขาว่า "จะยอมกินไอศกรีมรสโปรดที่สุด ติดต่อกัน 8 วันหรือไม่?" เขาพบว่า นักศึกษาผู้นั้นเกิดอาการลังเล และแสดงความไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะมีความสุขหรือไม่กับการกินไอศกรีมรสเดียวกันติดต่อกัน 8 วัน
      
        ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง ทางเลือกกับความสุข ก็มีผู้พยายามที่พิสูจน์เช่นกันว่า ทางเลือกที่มากขึ้นก็ไม่ได้หมายความถึงความสุขที่เพิ่มขึ้นเสมอไป ตัวอย่าง คือ ในการทดสอบร่วมของ ศาสตราจารย์ Mark Lepper แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Sheena Iyengar แห่ง มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ด้วยวิธีการตั้งโต๊ะสองโต๊ะในซูเปอร์มาร์เกต โดย โต๊ะแรกนั้นวางแยมไว้ 24 ชนิด โต๊ะที่สองนั้นวางแยมไว้ 6 ชนิด ให้ผู้มาจับจ่ายชิมฟรี โดยทั้งสองโต๊ะพร้อมแถมคูปองลดราคาให้กับผู้มาชิม
      
        ทั้งนี้การทดลองได้ผลออกมาว่า โต๊ะแรกที่วางแยมไว้ 24 ชนิดนั้นผู้มาชิมซื้อแยมกลับไปเพียงร้อยละ 3 ขณะที่ โต๊ะที่สองที่วางแยมไว้ 6 ชนิดนั้นผู้มาชิมซื้อแยมกลับไปถึงร้อยละ 30 จากการทดลองดังกล่าวผู้ทดลองสรุปว่า ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น (มากเกินไป) มักจะทำให้ผู้คนเกิดความสับสนและตัดสินใจไม่ถูก
      
        กลับมาถึง เทคโนโลยี กับ ความสุข ....
      
        ผู้คนทั่วไปมักจะตอบว่าพวกเขาต้องการมี รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ มากกว่าที่จะไม่มี แต่ผู้คนเหล่านี้ก็มักจะเกิดอาการลังเลเมื่อถามว่า การมีเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นหรือไม่
      
        มีการวิจัย ทดลอง และตัวอย่างมากมายที่พยายามทดสอบความสัมพันธ์กันระหว่าง ทางเลือก เทคโนโลยี และความสุข ของมนุษย์ อย่างเช่น ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนแทนที่จะมีความสุขมากขึ้นกับเทคโนโลยีที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายที่มากขึ้น ทางเลือกที่มากขึ้น ผลลัพธ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
      
        - เมื่อโลกถูกท่วมทับไปด้วยข้อมูล ผ่านการกระจายข้อมูลของอินเทอร์เน็ต เราก็มักจะเป็นกังวลอยู่เสมอว่า คนอื่นจะรู้ข้อมูลมากกว่า
        - เมื่อเราซื้อ คอมพิวเตอร์-โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เราก็มักจะรู้สึกเป็นกังวลว่า มันจะตกรุ่น ล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า
        - เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา ผู้คนก็เป็นกังวลว่าจะตกงาน และ เครียดมากขึ้นจากการถูกเร่งประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้นโดยเทคโนโลยี
        ฯลฯ
      
       เมื่ออ่านบทความชิ้นนี้จบ ผมนึกย้อนไปถึง GDH (Gross Domestic Happiness) ดัชนีวัดความสุข ที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยเสนอไว้ตั้งแต่ เมื่อหลายปีก่อนว่า ถึงเวลาอันควรที่จะพัฒนาขึ้นมาแทน GDP (Gross Domestic Product) ดัชนีวัดตัวเงิน เสียที
      
        ใครๆ ก็รู้ว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าท้าทายมันในโลกความเป็นจริง
      
       *หมายเหตุ - Technology and Happiness:Why more gadgets don't necessarity increase our well-being โดย James Surowiecki MIT's Technology review January 2005 หน้า 72-76

อ้างอิงจาก: http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9480000021476
โดย : คุณ วริษฐ์ ลิ้มทองกุล  เผยแพร่ : 13 กุมภาพันธ์ 2548 17:43 น.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น