วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

Photograph

     การถ่ายภาพนั้นถ่ายทำไม ? เพื่ออะไร ?  เราไม่สามารถหาความจุดประสงค์ที่ตายตัวของมันได้ ฉันอาจจะถ่ายภาพวิว ภาพหมา ภาพแมว ภาพดอกไม้ ท้องฟ้า ผืนน้ำและผู้คน ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นความทรงจำเสี้ยวหนึ่งที่ถูกทำให้แปลสภาพเป็นแผ่นฟิลม์หรือไฟล์ข้อมูล สามารถนำกลับมาดูได้เผื่อเราลืมความทรงจำ ณ จุดๆนั้น
     ในอดีตฉันค่อนข้างเกลียดการถูกถ่ายภาพมากที่สุด (ถูกถ่ายนะคะ ไม่ใช่ถ่ายภาพ) ฉันไม่อยากรับรู้ว่าอริยบทที่ถูกบันทึกไปมันจะเป็นยังไง จะเขินอายที่จะยิ้มแล้วค้างไว้นานๆ มันดูแปลกๆสำหรับฉัน ดังนั้นในช่วงตั้งแต่อายุ 10 - 15 ปีของฉันจะไม่มีรูปถ่ายของตัวเองไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดๆเกิดขึ้นก็ตาม แต่ว่าฉันก็ถูกเปลี่ยนความคิดแบบนี้ไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมาเจอกับเหตุการณ์หนึ่งเข้า ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเธอชื่อหยก อาศัยอยู่ปราจีนเป็นเครือญาติฝ่ายแม่ของฉัน เธอชอบการเซลฟี่ตัวเองเป็นชีวิตจิตใจและชอบเรียกคนอื่นเข้าไปถ่ายด้วย ซึ่งก็รวมถึงฉัน  แน่นอนเธอไม่เคยทำสำเร็จในเรื่องการดึงฉันไปถ่ายภาพคู่ ฉันมักจะเอามือปิดหน้า หันหลังบ้าง ก้มหัวลงบ้าง มันเลยไม่ค่อยได้ภาพที่ชัดเจนมากเท่าไหร่นัก เธอไม่เคยละความพยายามเรื่องนี้ลงเลยแม้แต่นิดเดียว ปีหนึ่งฉันและเธอจะได้เจอกันเพียงปีละครั้งเท่านั้น  ในวันที่ 11 ของเดือนพฤศจิกายน ( วันรวมญาติ ) เธอจะขอถ่ายทุกๆปีแล้วก็แห้วทุกๆปีเช่นกัน แต่เมื่อ พ.ศ. 2551 ระหว่างที่หยกกำลังเดินทางกลับจากโรงเรียน เธอเดินข้ามถนนมาหยุดข้างเสาไฟฟ้าตรงเกาะกลางถนนพอดี แล้วฉันก็ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเพื่อรอรับเธอ ( เวลานั้นเป็นเวลาที่ฉันพึ่งเดินทางไปถึงปราจีนแล้วถูกใช้ให้ไปรับหยกกลับบ้าน ) เธอโบกไม้โบกมือให้ฉันพลางหยิบมือถือขึ้นมาชี้แล้วตะโกนมาใส่ฉันว่า " ปีนี้แกเสร็จแหน่ ยังไงเค้าก็ต้องถ่ายให้ได้ " ฉันทำหน้าทะเล้นใส่เป็นเชิงว่า จ้างให้ก็ไม่มีวันหรอก แต่จู่ๆก็มีรถกระบะจากไหนก็ไม่รู้พุ่งมาหาหยกด้วยความเร็วสูงอีดเธอก็อปปี้กับเสาทันที วินาทีนั้นเร็วจนฉันทำอะไรไม่ถูกแต่ก็มีสติพออยู่ที่ฉันวิ่งไปดูแล้วร้องขอความช่วยเหลือ หยกเสียชีวิตคาที่ คนในรถกระบะทั้งหมด 2 ก็เช่นกัน รถพยายาบาลมาช้าเกินไปไม่มีใครช่วยเหลือพวกเค้าทัน กระดูกต้นคอหยกหักแล้วซี่โครงก็ทะลุปอด เธอไม่มีทางมาถ่ายรูปฉันได้อีกแล้ว งานศพของเธอถูกจัดขึ้นตามแบบคนจีนมีเพื่อนที่โรงเรียนมาร่วมแสดงความเสียใจอย่างคับคั่ง ฉันไม่มีน้ำตาไหลออกมาแต่ก็มีความรู้สึกเหมือนกลืนเลือดสดๆลงคอ ฉันสูญเสียเพื่อนฉันไปไม่มีวันกลับ แม่ของเธอร้องไห้เจียนขาดใจ พี่ชายของเธอพร่ำพูดแต่ว่าทำไมไม่ใช่เค้าที่ตายซะเอง ฉันได้แต่นั่งนิ่งๆฟังไปจนงานจบเหมือนหุ่นถูกตัดเชือก
     เวลาผ่านมานานพอควร ฉันนึกเสียดายที่สุดว่า ถ้าฉันยอมถ่ายรูปกับเธอดีๆตั้งแต่แรกอย่างน้อยเราก็ยังมีภาพของกันและกันไว้คอยเตือน แต่ฉันไม่มีแม้แต่ภาพเดียวฉันพลาดมันไปจริงๆ หลังจากนั้นใครพยายามขอฉันถ่ายรูปฉันให้ความร่วมมือจากใจจริงเสมอ ฉันไม่อยากเสียโอกาสไปอีก สำหรับท่านที่เขินอายการถูกถ่ายรูปหรือถ่ายรูปร่วมกับผู้อื่น ท่านควรรีบเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ฉันไม่อยากให้ท่านเป็นแบบฉัน เพราะเราไม่รู้ว่าวันหน้าวินาทีหน้าอะไรมันจะเกิดขึ้นกับเรา เรื่องๆเล็กมันมีความหมายเกินเราคาดคิดจริงๆนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก คือ อะไร ?
ในทางด้านจิตวิทยา จิตศาสตร์ได้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของ “ จิตใต้สำนึก  นี้กันอย่างมากมาย แต่ก็เป็นเสมือนกับการงมอยู่ในที่มืด เพราะให้ความ สำคัญกับคำว่า “ จิต ” ผิดเพี้ยนไปตั้งแต่ต้น
จิต เป็นภาษาบาลีหรือภาษามคธ ซึ่งแปลว่า “ ความคิด 
แต่ด้วยความเชื่อความเข้าใจผิดๆ ด้วยความรู้สึกว่า มันต้องมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้นลึกลับหรือเปี่ยมอำนาจคุณวิเศษหรือเรียกว่าความขลังอะไรต่างๆทำนองนี้ จึงทำให้ต้องงมอยู่ในความมืดต่อไปอย่างงมงาย
จิตใต้สำนึก ก็คือ ความคิด ความเชื่อ ที่ถูกกดข่มไว้
จิตใต้สำนึก ก็คือ ความเชื่อลึกๆ ภายในใจของคนแต่ละคน ซึ่งไม่สามารถจะอธิบายให้คนอื่นหรือกระทั่งตนเองให้เข้าใจได้ เป็นความเชื่อที่เหนือเหตุผลของผู้ที่เชื่อเอง แต่เพราะเกรงว่าผู้อื่นจะไม่ยอมรับหรือแม้แต่ตนเองจะยอมรับได้ จึงได้พยายามเก็บกดเอาไว้ในใจของตน โดยผู้นั้นก็พยายามที่จะหาเหตุผลกลบเกลื่อนมันไป
แต่สำหรับฉัน จิตใต้สำนึก คือ สิ่งที่เราไม่อาจรับรู้ถึงมันได้จนกว่าจะถึง ณ จุดๆหนึ่ง

ในโรงเรียนของฉันมีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ท่านประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์ได้รับการกระทบกระเทือนสมองจนกลายเป็นเหมือนพวกออทิสติก แต่ว่าท่านก็ยังมาโรงเรียนเพื่อสอนหนังสืออยู่เหมือนเดิมโดยท่านขับรถจักรยานยนตร์มาเหมือนปกติ (ฉันคิดว่ามันค่อนข้างเสี่ยงพอควรที่ท่านขับมาเองคนเดียว) ท่านจะเดินตรวจตราทุกห้องเรียนในตอนเช้าตั้งแต่ 6 โมงเช้า และไปนั่งดูนักเรียนอยู่หน้าห้องวิชาการ ท่านจะคอยจัดรองเท้าให้พวกนักเรียนที่จัดรองเท้าไม่เป็นระเบียบ ตอนแรกๆที่ฉันเจอท่าน ฉันก็ค่อนข้างกลัวนะคะ แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆฉันรับรู้เรื่องราวของท่าน ฉันจึงตระหนักทุกสิ่งที่ท่านทำ มีวันหนึ่งฉันมีโอกาสนั่งคุยกับท่าน ท่านก็พูดจาค่อนข้างจับใจความยากในเรื่องปกติแต่ถ้าหากคุณคุยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาหรืออะไรที่เกี่ยวกับครูท่านจะตอบได้สบายๆ  ฉันเลยถือความถามท่านว่า " อาจารย์แม่คะ อาจารย์แม้ทำไมถึงไม่พักบ้างล่ะคะ " ท่านตอบฉันกลับ " จะพักทำไม แม่ยังสอนได้อยู่นะ " ฉันจึงถามต่อ " แล้วทำไมแม่ถึงอยากสอนพวกหนู? " ท่านตอบฉันกลับพร้อมเสียงหัวเราะ " แม่อยากให้พวกหนูมีความรู้ ฉลาดๆไง อ่ะแล้วเราน่ะอยากได้ขอสอบไหมแม่มีนะเดี๊ยวแม่เอามาให้ " ท่านตอบฉันอย่างกับว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างเคลื่อนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านทำเรื่องพวกนี้ได้อยู่เหมือนคนปกติก็เพราะจิตสำนึกของท่าน ท่านคิดว่าท่านเป็นครูท่านต้องสอนเป็นแม่พิมพ์ที่ดี ท่านอยากให้พวกฉันศึกษาเล่าเรียน ฉลาดและมีอนาคต ไม่งั้นท่านก็คงปล่อยตัวไปตามวงจรของชีวิต และไม่รับรู้อะไรอีก
ดังนั้น จิตสำนึก สำหรับฉันจึงเป็นสิ่งที่ฉันไม่มีทางรู้ถึงมันได้ง่ายดาย และฉันก็ไม่แน่ใจว่าหากฉันรับรู้มันขึ้นมาจริงๆ จิตใต้สำนึกของฉันจะบริสุทธิ์เหมือนอาจารย์แม่รึเปล่าเหมือนกันล่ะค่ะ 

ขอขอบคุณ https://www.gotoknow.org/posts/207761.....  : พระสงวน ชาคโร
สำหรับนิยามความหมายของ จิตใต้สำนึก 


Mirror

     ในกิจวัตรประจำวันของฉันก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไปตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว และก็ ส่องกระจก ในช่วงแรกๆที่ฉันซื้อกระจกมาใหม่ๆ พื้นผิวมันจะใสสะอาดสะท้อนภาพได้ดี แต่เมื่อผ่านไปนานๆมันจะเริ่มมัวและสะท้อนภาพได้ยากขึ้น
      หากเราเปรียบกระจกเป็นจิตใจของเราที่ใช้มองคนผ่านมันออกไป เมื่อจิตใจเราสะอาดเราก็มองเห็นความงามความดีของคนอื่น แต่เมื่อจิตใจเราสกปรกทุกสิ่งที่เรามองมันจะตรงข้ามและกลายเป็นความอคติ
       หากเราเปรียบกระจกเป็นจิตใจของเราจริงๆ กระจกก็สามารถทำความสะอาดได้เมื่อมันสกปรก จิตใจเราจะต่างกันตรงไหนมันก็สามารถทำให้สะอาดได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะทำรึไม่ แต่ที่แน่นอนคือหากกระจกมันสะอาดย่อมสะท้อนภาพได้ชัดเจนมากกว่ากระจกที่สกปรกนะคะ

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

เทคโนโลยี กับ ความสุข

       "ขณะนี้คุณมียอดเงินคงเหลือ แปดบาท สามสิบสี่สตางค์ ..... ยอดเงินของคุณสามารถใช้ได้ถึงวันที่ สิบสี่ กุมภาพันธ์ สองพันห้าร้อยสามสิบแปด....
        "กรุณาอย่าลืมเติม 'ความสุข' ของคุณให้เต็มอยู่เสมอนะคะ...."
     
        นิตยสารเทคโนโลยี รีวิว (Technology Review) ของทางสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสท หรือ เอ็มไอที ฉบับเดือน มกราคม 2548 ตีพิมพ์รายงานชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กับ ความสุขของมนุษยชาติ ไว้อย่างน่าสนใจ*
     
        James Surowiecki ผู้เขียนรายงานเรื่อง เทคโนโลยีกับความสุข ระบุว่า การถกเถียงทางสังคม และ ระหว่างนักปรัชญา ในประเด็นนี้นั้น มีมายาวนานตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการตีความ 'ความสุข' ของนักสังคมศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดจนถึงปัจจุบัน โดยมีก็เพียงการโยงเอา 'ความสุข' ให้ไปเกี่ยวพันกับ ความมั่งคั่งทางวัตถุ (Material Prosperity) และ ความอยู่ดีกินดี (Well-Being) เท่านั้น
     
        งานวิจัยและผลงานทางวิชาการที่ถือได้ว่า เป็นงานชิ้นสำคัญทางด้านการวิเคราะห์ถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง ความมั่งคั่งทางวัตถุ กับ ความอยู่ดีกินดี นั้นก็คือบทความชื่อ "การเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยเสริมชะตากรรมของมนุษยชาติจริงหรือ? (Does Economic Growth Improve the Human Lot)" ที่เขียนโดย นักเศรษฐศาสตร์นาม Richard Easterlin ในปี พ.ศ.2517
     
        โดย Easterlin สรุปว่า จากการศึกษาเขาพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว 'ระดับของรายได้' กับ 'ความสุขของประชากร' นั้นไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน และถึงแม้ 'ความยากจน' จะมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับ 'ความทุกข์ยาก' แต่ประเทศที่มีฐานของชนชั้นกลางที่เข้มแข็ง การที่ประเทศ-ประชากร ร่ำรวยขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนต้องมีความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
     
        ทั้งนี้ในตอนแรกที่ตีพิมพ์ผลงานชิ้นดังกล่าว ไม่ได้รับความสนใจมากนัก อย่างไรก็ตามก็ถือได้ว่า งานชิ้นดังกล่าวนั้นโจมตีไปที่ สมมติฐานพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่พยายามโยงใย ความร่ำรวยเข้ากับความกินดีอยู่ดี
     
        นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มีความเชื่อมั่นมาตลอดว่า มนุษย์มีเหตุมีผลต่อการตัดสินใจของตัวเองอยู่เสมอ (Rational) ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อไรที่มีทางเลือก มนุษย์จะเข้าใจ จะเลือก และจะลงมือกระทำการใดก็ตามที่ส่งผลดีที่สุดต่อตนเอง และด้วยสมมติฐานข้อดังกล่าวนี้เอง ก็สนับสนุนความเห็นที่ว่า ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ดี เพราะ ความร่ำรวย เพิ่มทางเลือก และ อิสระในการเลือกให้กับมนุษย์มากขึ้น
     
        ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจกล่าวได้ถึงแนวคิดของ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่ว่าเมื่อ คนร่ำรวยขึ้น เขาก็ย่อมมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย
     
        ในเวลาต่อมาได้ก็มีนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ที่หันมาตั้งคำถามกับแนวคิดดังกล่าวเช่นเดียวกันกับ Easterlin อย่างเช่น Alan Krueger นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่กล่าวว่า
     
        "ความอยู่ดีกินดี นั้นถือเป็นแกนหลักของแนวคิดวิชาเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตามเราไม่เคยที่จะพยายามค้นหาทางที่จะวัดมัน เราเพียงใช้แต่ตัวแทน (Proxy) ในการวัด แล้วก็สรุปเอาว่า 'หากเรารวยขึ้น เราจะมีทางเลือกมากขึ้น แล้วชีวิตเราก็จะดีขึ้น' แต่เราไม่เคยพยายามที่จะพิสูจน์ว่าข้อสรุปนี้ถูกต้องหรือไม่!"
เทคโนโลยี กับ ความสุข
        ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์ พยายามศึกษา-ตีความ พฤติกรรมของมนุษย์ โดย เริ่มมีการสรุปแล้วว่า จริงๆ แล้วมนุษย์นั้นไม่ได้มีเหตุผลในตัวเองอย่างสมบูรณ์ (Perfect rationality) โดย นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ระบุว่า หลายครั้งมนุษย์ที่มีทางเลือกก็ตัดสินใจ 'ผิด' โดยแทนที่การตัดสินใจนั้นจะเพิ่มความสุข กลับเพิ่มความทุกข์ให้แทน เนื่องจาก ความพึงพอใจของคนนั้นมีแปรผันไปตาม กาลเวลา และโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักกับการคาดเดาถึงความปรารถนาของตนเองในอนาคต
      
        ตัวอย่างง่ายๆ จากข้อสรุปของ Daniel Kahneman ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2545 ที่ระบุว่า เมื่อเขาถามนักศึกษาของเขาว่า "จะยอมกินไอศกรีมรสโปรดที่สุด ติดต่อกัน 8 วันหรือไม่?" เขาพบว่า นักศึกษาผู้นั้นเกิดอาการลังเล และแสดงความไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะมีความสุขหรือไม่กับการกินไอศกรีมรสเดียวกันติดต่อกัน 8 วัน
      
        ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง ทางเลือกกับความสุข ก็มีผู้พยายามที่พิสูจน์เช่นกันว่า ทางเลือกที่มากขึ้นก็ไม่ได้หมายความถึงความสุขที่เพิ่มขึ้นเสมอไป ตัวอย่าง คือ ในการทดสอบร่วมของ ศาสตราจารย์ Mark Lepper แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Sheena Iyengar แห่ง มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ด้วยวิธีการตั้งโต๊ะสองโต๊ะในซูเปอร์มาร์เกต โดย โต๊ะแรกนั้นวางแยมไว้ 24 ชนิด โต๊ะที่สองนั้นวางแยมไว้ 6 ชนิด ให้ผู้มาจับจ่ายชิมฟรี โดยทั้งสองโต๊ะพร้อมแถมคูปองลดราคาให้กับผู้มาชิม
      
        ทั้งนี้การทดลองได้ผลออกมาว่า โต๊ะแรกที่วางแยมไว้ 24 ชนิดนั้นผู้มาชิมซื้อแยมกลับไปเพียงร้อยละ 3 ขณะที่ โต๊ะที่สองที่วางแยมไว้ 6 ชนิดนั้นผู้มาชิมซื้อแยมกลับไปถึงร้อยละ 30 จากการทดลองดังกล่าวผู้ทดลองสรุปว่า ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น (มากเกินไป) มักจะทำให้ผู้คนเกิดความสับสนและตัดสินใจไม่ถูก
      
        กลับมาถึง เทคโนโลยี กับ ความสุข ....
      
        ผู้คนทั่วไปมักจะตอบว่าพวกเขาต้องการมี รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ มากกว่าที่จะไม่มี แต่ผู้คนเหล่านี้ก็มักจะเกิดอาการลังเลเมื่อถามว่า การมีเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นหรือไม่
      
        มีการวิจัย ทดลอง และตัวอย่างมากมายที่พยายามทดสอบความสัมพันธ์กันระหว่าง ทางเลือก เทคโนโลยี และความสุข ของมนุษย์ อย่างเช่น ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนแทนที่จะมีความสุขมากขึ้นกับเทคโนโลยีที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายที่มากขึ้น ทางเลือกที่มากขึ้น ผลลัพธ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
      
        - เมื่อโลกถูกท่วมทับไปด้วยข้อมูล ผ่านการกระจายข้อมูลของอินเทอร์เน็ต เราก็มักจะเป็นกังวลอยู่เสมอว่า คนอื่นจะรู้ข้อมูลมากกว่า
        - เมื่อเราซื้อ คอมพิวเตอร์-โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เราก็มักจะรู้สึกเป็นกังวลว่า มันจะตกรุ่น ล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า
        - เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา ผู้คนก็เป็นกังวลว่าจะตกงาน และ เครียดมากขึ้นจากการถูกเร่งประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้นโดยเทคโนโลยี
        ฯลฯ
      
       เมื่ออ่านบทความชิ้นนี้จบ ผมนึกย้อนไปถึง GDH (Gross Domestic Happiness) ดัชนีวัดความสุข ที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยเสนอไว้ตั้งแต่ เมื่อหลายปีก่อนว่า ถึงเวลาอันควรที่จะพัฒนาขึ้นมาแทน GDP (Gross Domestic Product) ดัชนีวัดตัวเงิน เสียที
      
        ใครๆ ก็รู้ว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าท้าทายมันในโลกความเป็นจริง
      
       *หมายเหตุ - Technology and Happiness:Why more gadgets don't necessarity increase our well-being โดย James Surowiecki MIT's Technology review January 2005 หน้า 72-76

อ้างอิงจาก: http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9480000021476
โดย : คุณ วริษฐ์ ลิ้มทองกุล  เผยแพร่ : 13 กุมภาพันธ์ 2548 17:43 น.


Study in first

     " ปัญหา " คือสิ่งที่หลายๆคนไม่อยากให้มันเกิดขึ้นรวมถึงตัวฉันเองด้วย แต่บางที่ปัญหาก็เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับฉัน มันจะสอนให้เราตระหนักถึงจุดกำเนิดและกระบวนการแก้ไขมัน ดังนั้นนี่จะเป็นปัญหาแรกของฉันที่จะนำมาบอกกล่าว มันเป็นปัญหาที่เบสิค มันสามารถเกิดกับคนทั่วๆไปได้ฉันเชื่อว่าหลายคนเคยเจอมันมาแล้ว มันคือ ปัญหาของการทำงานกลุ่ม ในตอนนี้ฉันเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมปลายปี 4 ที่ต้องศึกษาเล่าเรียนดังนั้นเรื่องแบบนี้จึงเกิดกับฉัน มันเป็นการทำโปรเจ็คงานดนตรีสากลที่ค่อนข้างละเอียดมากจนถึงมากที่สุดเนื่องจากอาจารย์ผู้สอนท่านต้องการให้พวกฉันรู้ถึงการทำงานรายงานที่มีคุณภาพไม่ใช่คิดจะทำก็คัดลอกมาใส่เพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้ว่าที่คัดลอกมานั้นมันถูกต้องรึเปล่า มันเลยค่อนข้างวุ่นวายและแน่นอนเราต้องทำงานเป็นกลุ่มที่ถูกจัดแบ่งตามเลขที่  1 ,11, 21, 31, 41, 51 ฉันได้รับเลือกเป็นหัวหน้ากลุ่ม ฉันต้องแบ่งงานให้พวกเค้าไปทำ เลขที่ 1 กับ 11 เป็นเด็กผู้ชายที่ค่อนข้างมีวินัยดังนั้นเค้าจึงสามารถช่วยฉันทำงานที่เป็นเอกสารได้ ส่วน 21 41 51 เป็นเด็กสาวรักสนุกเปรี้ยวขัดฟันฉันจึงไม่ค่อยมั่นในที่จะให้เค้าทำงานเอกสารที่ละเอียดอ่อน ฉันจึงให้เค้าไปทำฟิวเจอร์บอร์ดเสนองานที่ง่ายกว่าพวกเค้าก็ดูดีใจกับมัน เรามีระยะเวลาทำงานนี้ทั้งหมด 3 สัปดาห์ และ เป็น 3 สัปดาห์ที่มีการเตรียมกิจกรรมกีฬาสี ฉันเป็นนักกีฬาที่ต้องแข่งขันหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น บาส แบด วอลเลย์ ฟุตซอล วิ่ง มันเยอะมากใช่ไหมล่ะคะ แต่ว่าถ้าฉันไม่ลงผู้หญิงคนอื่นเค้าก็ไม่ลงกันหรอกค่ะ ดังนั้นฉันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องซ้อมกีฬาตั้งแต่ 4 โมงครึ่งถึง 6 โมงเย็นและกลับไปถึงบ้านสองสามทุ่มฉันต้องเคลียร์การบ้านประจำวันแล้วจึงจะสามารถทำรายงานต่อได้ก็สี่ทุ่มครึ่ง ฉันทำแบบนี้เป็นระยะเวลาสองสัปดาห์กว่าเพราะมันต้องมีการนำไปให้อาจารย์ท่านตรวจตราแล้วนำกลับมาแก้บวกกับฉันได้รายงานที่มีเนื้อหาเยอะฝ่ายเอกสารของกลุ่มฉันจึงทำงานเสร็จก่อนรายงานจริงเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นเอง แต่มันก็เกิดเรื่องที่มันไม่ดีเอาซะเลยขึ้นคือ ฉันไปถามฝ่ายทำงานเสนอว่าทำงานเสร็จรึยังพวกเค้าตอบแบบสบายอารมณ์ว่า ไม่ต้องห่วงหรอกเสร็จนานแล้ว ฉันจึงเฉยๆ แต่พอถึงวันที่มีกีฬาสีทางการคือ 1 วันก่อนรายงานจริง  ฉันพึ่งจะกลับมาจากแข่งชิงอันดับสองบาสเก็ตบอล เหนื่อย ร้อน และ เพลียมาก พอถึงที่พักที่เพื่อนปูเสื่อไว้ใต้ต้นไม้ฉันก็หลับไปทั้งๆชุดกีฬาเลยล่ะค่ะ  แต่ผ่านไปสักพักพวกฝ่ายงานเสนอก็เดินมาหาฉันแล้วถามฉันว่างานเสร็จรึยัง ฉันตอบไปว่า เสร็จแล้ว พวกนั้นมองหน้ากันแล้วถามว่าแล้วงานฟิวเจอร์บอร์ดล่ะ ฉันงงไปนิดหน่อยแล้วตอบว่า ไม่ได้ทำนะ เท่านั้นล่ะค่ะ พวกเค้าด่าฉันมาเป็นชุดด้วยคำหยาบคายนานาๆจิตตังว่าทำไมไม่ทำนู่นี่นั่นไปแล้วเดินหนี   ผ่านมาวันหนึ่งฉันกลายเป็นหัวข้อเผ็ดร้อนสำหรับการนินทาของกลุ่มพวกเค้า เพื่อนๆหลายคนมาถามฉันว่ามันเป็นมายังไงกัน ฉันก็ตอบเค้าไปตามความจริงไม่บิดเบือน   ก็ฉันไม่มีเจตนารมณ์อะไรที่จะต้องแต่งเรื่องให้มันดูถูกนี่คะ  เพื่อนๆก็บอกฉันว่าดีแล้วที่ฉันไม่ได้มีเรื่องอะไรมากกว่านั้น ฉันจึงดูเป็นฝ่ายที่ถูกรังแกและสะอาดอยู่ จริงๆแล้วฉันโมโหนะคะและฉันสามารถทำให้พวกเค้าหุบปากไปได้ง่ายดายมากด้วยแต่หากฉันทำแบบนั้นจริงๆฉันคงไม่ต่างอะไรกับพวกเค้านัก ฉันจึงถือซะว่าในอนาคตฉันคงไม่ได้เจอแบบนี้ครั้งเดียวหรอก มันจะมีมาเรื่อยๆ ฉันจึงต้องฝึกการควบคุมไว้ก่อนและต้องแก้ไขอะไรให้รอบคอบมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวนัก
     " ปัญหา " ก็เลยกลายเป็นบทเรียนภาคสนามที่ดีสำหรับฉัน และหวังว่าทุกท่านคงต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์นะคะ

My name is Tamalia

     สวัสดีค่ะฉัน York Tamalia Cherwinsent ค่ะ นี่เป็นนามแฝงในการเขียนบล็อกของฉัน บล็อกที่จะเป็นบล็อกส่วนตัวอันแรก ฉันจะบันทึกสิ่งที่คิด สิ่งที่เจอ และสิ่งที่กระทำลงไป  ในตอนแรกๆฉันไม่เคยมีความคิดที่จะเขียนบล็อกส่วนตัวลงไปในโซเชียลเน็ตเลย แต่เมื่อวันหนึ่งฉันเกิดเจอปัญหาที่มันมีผลต่ออารมณ์ของฉัน  ฉันเลยได้คำแนะนำมาจากเพื่อนคนหนึ่งเธอบอกว่า  " การเขียนบล็อกก็เหมือนเขียนบันทึกนั่นล่ะน่า เธอสามารถเขียนระบายนู่นนี่นั้นลงไปได้และอาจทำให้เธอสบายใจมากขึ้น เพียงแต่เธอจะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้หลายๆคนได้อ่าน แล้วคนที่มีความรู้สึกคล้ายๆเธอเค้าก็จะได้อ่านไปด้วย มันอาจทำให้ใครหลายๆคนสนุก จนลืมเครียด " จุดประสงค์ในการเขียนบล็อกของฉันจริงๆ คือ ระบายความในใจของตัวฉันเอง แต่ถ้ามันทำให้ใครหลายๆคนสนุกไปกับมันฉันก็ดีใจนะคะ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบล็อกนี้