วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สังคมที่เปลี่ยน

     โลกของเรามีการวิวัฒนาการเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้งมานานกว่าหลายพันล้านปีแล้ว และมันก็วิวัฒนาการมาเรื่อยจนถึงยุคที่ฉันอาศัยอยู่ ยุคที่ถูกเรียกว่า " ยุคโลกาภิวัตน์ " เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีต่างๆนาๆเกิดขึ้นมากมาย โทรศัพท์เปลี่ยนจากกดปุ่มมาเป็นหน้าจอทัชสกรีน การสื่อสารบวกอินเทอร์เน็ตไร้พรมแดน การพัฒนาที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าถูกลดเวลาลงมาจนเราคิดว่ามันอาจจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้
     เราสบายขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ตอนที่ฉันเกิดมันเป็นช่วงที่โทรทัศน์ทั่วไปยังเป็นจอตู้ เรายังใช้โทรศัพท์บ้านติดต่อกัน และอีเมลคือสิ่งที่ทันสมัยมากๆถ้าใครมีมันบ่งบอกสถานะทางสังคมในตอนนั้น แต่เราก็ยังมีการทำอะไรแบบที่เด็กควรจะทำอยู่นะ ฉันยังคงได้กระโดดยาง ดีดลูกแก้ว ขี่ม้าสามศอก ม้าส่งเมือง อะไรที่มันสนุกๆโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี
     ปัจจุบันฉันมีน้องสาวที่ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆอยู่คนหนึ่ง เธอคนนี้อายุอานาไม่เกิน 11 ปี และก็เหมือนเด็กสมัยนี้ทั่วๆไป เธอมีสมารท์โฟนไว้ใช้กดเล่นเกม ดูหนังฟังเพลง มีพกไปโรงเรียนบ้างเล่นที่บ้านบ้างตามวาระโอกาส ตอนแรกๆฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้มากมายนัก เพราะมันดูปกติไปแล้ว แต่ฉันเริ่มมาสนใจก็ตอนวันหนึ่ง ฉันไปที่บ้านของเธอ บ้านนั้นดูเงียบมากพอเข้าไป อืมม แม่และเธอนั่งกดโทรศัพท์กันอยู่ ไม่แม้แต่คิดจะทักทายแขกที่มาเยือน ฉันจึงเดินออกมาเหมือนไม่มีอะไรเพื่อดูสถานการณ์และมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ในสมัยฉันเด็กเวลาฉันไปเล่นบ้านเพื่อนคนไหนพ่อแม่ของเพื่อนคนนั้นจะทักทายและหาขนมนมเนยมาให้ทาน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ไปเล่นกับเพื่อน สิบปีผ่านมาอะไรก็เปลี่ยนไปเร็ว ฉันกลัวนะ กลัวเหลือเกินว่าเทคโนโลยีจะมาทำให้เราเปลี่ยนไป ฉันกลัวว่าเด็กรุ่นใหม่ที่จะเกิดมาจะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าพวกเข้าจะโตไปในสังคมที่อ่อนโยน ที่ฉันเจอมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คุณลองนึกกว้างๆดูสิว่า ถ้าในอนาคตคนในครอบครัวไม่คุยกันเลย จะมีความห่างเหินเกิดขึ้นแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ สังคมแบบเดิมจะหายไปไหนหมด ฉันไม่อยากให้เราลืมสัมพันธ์ที่ดีนั้นไปเพราะเทคโนโลยีหรอก ฉันไม่ได้ต่อต้านการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนะแต่ฉันแค่ไม่อยากให้บางสิ่งบางอย่างมันหายไปก็แค่นั้นเอง และเราควรจะเป็นฝ่ายควบคุมมัน ไม่ใช่ให้มันควบคุมเรา